คนไทยที่มีหน้าตาในช่วงที่วิกฤติ

Larry S. Persons, PhD

คนที่ “มีหน้ามีตา” ในสังคมไทยรู้สึกเป็นคนสำคัญอย่างมาก ทำให้พวกเขาคาดหวังที่จะได้รับการปฏิบัติต่าง ๆ อย่างเป็นพิเศษ แต่สำหรับโควิด-19 นั้นไม่ได้แยแสว่าคุณจะเป็นใครในสังคม เจ้าไวรัสที่น่ารังเกียจตัวนี้กำลังแก้ไขกฏเกณฑ์ทางสังคมและเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเราทุกคน รวมทั้งคนที่ร่ำรวย มีฐานะ มียศ มีความสามารถ มีชื่อเสียงและคนหน้าตาดี

ไวรัสตัวนี้ส่งผลกระทบกับคนที่มีหน้ามีตาในสังคมอย่างไร?

เพื่อเป็นการตอบคำถามนี้ เราจำเป็นต้องรู้เรื่องกฎแคลคูลัสเชิงซ้อนที่กำหนดคุณค่าของทุกคนในอาณาจักรไทยสมัยนี้ โดยค่าของมนุษย์ถูกประเมินในมิตินามธรรม 5 มิติดังนี้ หน้าตา เกียรติ ชื่อเสียง บารมี และ ศักดิ์ศรี ซึ่งแต่ละมิติมีความสำคัญตามสิทธิของตนเอง

อย่าปล่อยให้คำพูดต่าง ๆ นานา ทำให้คุณยอมแพ้

เราจะแสดงให้เห็นเปลือกของการ “มีหน้ามีตา” แต่ละแบบด้วยคำจำกัดความที่กระชับ แล้วค่อยพิจารณาว่าโควิด-19 ขัดต่อกฎทั่วไปและขัดต่อนิสัยการเอาเปรียบและการรักษาหน้าตาอย่างไร

Screen Shot 2563-06-23 at 13.18.26

มีหน้ามีตา (Prestige)

ทำความรู้จักความมีหน้ามีตาที่เป็น “ความหรูหรา” ในสังคมไทย โดยหน้าตานั้นเป็นของคนที่มีทรัพย์สินเงินทอง และเป็นการแสดงความมั่งคั่งต่อสาธารณะชนซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ที่น่าเชื่อถือสำหรับคนไทย เป็นการกระตุ้นให้คนส่วนใหญ่รุมสนใจเพื่อให้เกิดการยอมรับอำนาจทางสังคมที่สำคัญของ “การมีเงิน” มากกว่า “การไม่มีเงิน” มันช่างน่าเศร้าเสียจริงที่เงินซื้อความเคารพได้

อย่าแปลกใจที่หน้าตามักจะถูกตัดขาดจากข้อกำหนดทางศีลธรรม แม้แต่คนที่หลงตัวเองจนน่ารังเกียจและคนที่เอาแต่ใจตัวเองก็ยังได้รับการปฏิบัติราวกับว่า เขาวิเศษมากตราบเท่าที่เขามีเงินเยอะกว่า และอำนาจพวกนี้แทบจะไปกดความโกรธไม่ให้แสดงออกมา โดยนับว่าเป็นวิธีการตัดสินค่าของมนุษย์แบบผิวเผินที่สุด ซึ่งการมีหน้ามีตาในลักษณะนี้เกิดขึ้นได้โดยการสะสมความมั่งคั่งและอวดอ้างความรวยในพื้นที่ทางสังคมอย่างต่อเนื่อง

คนที่มีหน้ามีตาทางสังคมมาก ๆ อาจรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวเมื่อตื่นขึ้นมาเจอกับโควิด-19 ซึ่งมีหลายเหตุผลที่น่าประหลาดใจว่ามันต่างกันโดยสิ้นเชิงกับความมั่งคั่งที่ถูกทำลายโดยความล้มเหลวทางธุรกิจและตลาดการเงิน โดยที่การที่ห้างหรูและภัตตาคารชั้นสูงต่างปิดให้บริการเป็นเวลาหลายเดือน (และเพิ่งกลับมาเปิดให้บริการ) ทำให้คนกลุ่มนี้ขาดพื้นที่แสดงตัวตนสู่สาธารณะ การมีกฏให้เว้นระยะห่างทางสังคม (Social distancing) ทำให้มีโอกาสที่จะ “แสดงตัวตน” ในที่สาธารณะได้น้อยลง ทำให้มีการใช้โดปามีนน้อยลงที่จะคอยกระซิบบอกว่าพวกเขามีค่า

เห็นได้ว่า คนกลุ่มนี้รักษาความรู้สึกของความเป็นอยู่ที่ดีผ่านการบริโภคของฟุ่มเฟือยต่อหน้าผู้อื่น โดยใช้โซเชียลมีเดียเป็นรูปแบบสำหรับนำเสนอสถานที่อันล้ำค่าเพื่อแสดงให้เห็นวิถีชีวิตอันหรูหราของพวกเขา ที่ไม่มีกลเม็ดการมีหน้ามีตาใด ๆ นอกเหนือจากการแสดงความฟุ่มเฟือยทางวัตถุในที่สาธารณะ แต่แล้วการแสดงเหล่านั้นก็ต้องจบลงเพราะวิกฤติที่เกิดในช่วงนี้

เกียรติ (Honor)

เกียรติ เป็นสมบัติของผู้ที่มีอำนาจตามกฎหมาย ที่เคลื่อนไปตามรางวัล เหรียญ ประกาศนียบัตรและวุฒิการศึกษา แต่กลับลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับผู้ที่ได้รับตำแหน่งหรืออันดับตามลำดับชั้น (ลองนึกถึงผู้นำในองค์กร ราชการ การเมือง กองกำลังตำรวจ ทหาร สถาบันการศึกษา หรือแม้แต่ทางศาสนา) ยิ่งตำแหน่งสูงเท่าไรก็ยิ่งมีเกียรติมากขึ้นเท่านั้น

ตามหลักแล้ว การให้เกียรติมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับคุณธรรม ในขณะที่สังคมคาดหวังให้ผู้ที่มีอำนาจตามกฎหมาย ใช้อำนาจในทางที่ถูกและมีหลักการอันเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงมักมีผู้นำที่ขาดคุณธรรมในตัวเองเข้ามาดำรงตำแหน่งอันมีเกียรติ ซึ่งทำให้ความยุติธรรมถูกบิดเบือนด้วยความโลภได้ง่าย ๆ

ชีวิตของคนมีเกียรติที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง? ถ้าไม่เป็นภัยกับใคร ก็ดูออกจะไร้สาระสักหน่อย

Hand holding official Thai government uniform belt  on white background.

ผู้นำต่างต้องการให้คนอื่นเชื่อในสิ่งที่ตนเองกำลังทำอยู่ แต่ไวรัสอันโหดร้ายกลับสร้างความโง่เขลาให้กับผู้นำเกือบทุกคน ผลกระทบที่มาเป็นระลอกนั้นคาดเดาไม่ได้ มาเร็วดั่งฟ้าผ่า ไม่มีความปรานี และสร้างความเสียหายอย่างมากให้กับหลายองค์กร ชุมชนและเศรษฐกิจ ทำให้เหล่าผู้นำต่างสูญเสียความมั่นใจ พวกเขาจึงต้อง “เก็บแผนที่ตั้งใจไว้เป็นความลับ” ระวังคำพูดมากขึ้น เสนอทางแก้ใหม่ ๆ ออกมา แล้วรีบถอนข้อเสนอนั้นอย่างรวดเร็ว ที่ยากกว่ามากคือการแสร้งทำเหมือนรู้ว่ากำลังทำอะไร และชัดเจนว่ากลัวการเสียหน้า

พิจารณาอีกอย่างว่า ผู้นำต้องใช้อำนาจของตนอย่างต่อเนื่องผ่านการแสดงเกียรติยศในที่สาธารณะ เช่น การเดินทางไปพร้อมกับผู้ติดตาม บทบาทกิตติมศักดิ์กล่าวเปิดงานใหญ่ ๆ ในที่สาธารณะ การถ่ายภาพร่วมกับคนดังหรือการเยี่ยมชมพื้นที่ที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก แต่เพราะโควิด-19 สถานที่สาธารณะหลายแห่งถูกระงับ ราวกับว่าเกียรติยศนั้นอยู่ในสภาวะจำศีล

This party's on fire

ชื่อเสียง (Public Acclaim)

ลองจินตนาการถึงกลิ่นอะโรม่าที่โชยไปแตะจมูกของคนจำนวนมาก นั้นเป็นการสร้างความชอบ ความสนใจหรือแม้แต่ความศรัทธาจากสิ่งที่สามารถสร้างค่านิยมและกระตุ้นพฤติกรรมของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่กล่าวมา คือแก่นแท้ของคำว่าชื่อเสียงซึ่งเป็นสมบัติของคนไม่กี่คนที่ถูกเลือก

คุณสุดยอดในสักเรื่องหนึ่งหรือไม่? แล้วใครจะรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ล่ะ? เวทีแสดงตัวของคุณใหญ่แค่ไหน?

ความศรัทธาในชื่อเสียงมีสองแบบ: 1) การรับรู้ถึงการเสียสละ อันเป็นพฤติกรรมที่มีบุญคุณ หรือ 2) การชื่นชมยินดีในทางที่ยอดเยี่ยม (เก่ง มีความสามารถ มีพรสวรรค์ ตลก รวย หล่อหรือสวย) ความศรัทธาแรกค่อนข้างหายาก ส่วนแบบที่สองนั้นมีอยู่ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอวิดีโอขนาดใหญ่ย่านใจกลางเมือง ป้ายโฆษณาตามทางด่วน จอแบนทีวีบน BTS และสมาร์ทโฟนทุกเครื่องที่อยู่ในมือของทุกคน

แล้วโควิด-19 ก็ได้ผลักให้ผู้ที่ประสบความสำเร็จจนมีชื่อเสียงเข้าไปอยู่ในซอกเล็ก ๆ พวกเขามีทุกอย่างยกเว้นแพลตฟอร์มสำหรับใช้นำเสนอหน้าตา คอนเสิร์ตของนักร้องถูกยกเลิก รองเท้าฟุตบอลของนักฟุตบอลถูกแขวนไว้ การถ่ายทำภาพยนตร์ของนักแสดงล้วนถูกระงับโดยไม่มีกำหนด นักแสดงตลกทำงานให้คนดูไม่ได้ และบรรดาคนที่หน้าสวย ๆ ที่ดึงดูดสายตาในที่สาธารณะล่ะ? เมื่ออยู่ภายใต้หน้ากาก พวกเขาก็ไม่ได้ดูดีมากนัก

บารมี (Accumulated Goodness)

พบกับสุดยอดแห่งเกียรติยศ ซึ่งเป็นระดับของคนมีหน้ามีตาที่ยากจะเข้าใจมากที่สุด บารมีเป็นสมบัติของผู้นำที่น้อยคนจะใช้อำนาจในทางที่มีประโยชน์เพื่อส่วนรวม โดยผู้นำเหล่านี้จะเป็นที่รู้จักจากความถ่อมตัว ความใจเย็นและความเสมอต้นเสมอปลาย แต่น่าเสียดายที่ไม่มีการแสดงความเมตตาและความเอื้ออาทรในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มันน่าแปลกใจและยังเป็นเรื่องฝังใจของเหล่าบริวารที่ไม่เห็นคุณสมบัตินี้ในกลุ่มผู้นำเหล่านั้น

นับเป็นการแสดงหน้าตาทางสังคมที่ได้รับการยอมรับและยั่งยืนที่สุดในสังคมไทย เพราะถึงแม้จะหมดลมหายใจ บารมีจะยังเปล่งประกายเจิดจ้าไปอีกกาลนาน ความเข้มแข็งทางศีลธรรมที่เป็นแบบปฏิบัติในยุคใหม่ จากชีวิตที่โชติช่วงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งมีกลุ่มผู้นำที่ไม่ค่อยได้รับการเอ่ยนามที่มาจากหลายเส้นทางชีวิตในจำนวนหลายร้อยคน (หรือไม่ก็หลายพัน) ต่างได้เลือกเส้นทางพุทธะนี้ เป็นแบบปฏิบัติในชีวิตประจำวันเช่นกัน

Holding up image of King Bhumipol

เนื่องจากความดีที่สะสมไว้จนกลายเป็นบารมี ซึ่งเป็นสมบัติที่น่ายึดถืออย่างยิ่ง ที่ผู้นำที่มีอำนาจและเงินทองพยายามที่จะซื้อหรือ “สร้าง” รูปแบบหน้าตาทางสังคมนี้ผ่านการแสดงอันเสแสร้งในความเอื้ออาทร แต่อนิจจาด้วยสายป่านที่มี ทันทีที่ผู้นำคนใดทำสิ่งที่ดีด้วยแรงจูงใจที่แอบแฝง เขาจะตัดสิทธิ์ตัวเองเพราะขาดคุณสมบัติจากสิ่งที่เขาปราถนาอย่างสุดซึ้ง ดังนั้นผู้นำที่พยายาม “สร้าง” บารมี จะไม่มี บารมี

ต่อไปนี้เป็นคำถามสำหรับคุณ เคยมีช่วงใดในชีวิตเราที่ผู้นำที่มีบารมีจะเป็นที่ต้องการได้มากกว่านี้? ไวรัสร้ายตัวนี้ได้ทำลายเศรษฐกิจไป แต่ต้องยอมรับว่าคนที่ทุกข์ทรมานที่สุด คือ คนยากจนและผู้ด้อยโอกาสที่สูญเสียรูปแบบการดำเนินชีวิตและไม่มีเงินเก็บออมเพื่อรองรับความทุกข์ยากนี้ ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนที่มีฐานะทางการงานโดยเฉพาะครอบครัวที่ร่ำรวยมหาศาลในอาณาจักรไทย ควรต้องทำการบริจาคให้กับผู้ที่ถูกกระทำและถูกตัดสิทธิ และควรทำอย่างเรียบง่ายโดยไม่พึ่งนักข่าว ช่างภาพ หรือ การถ่ายทอดเพื่อให้เห็นความเอื้ออาทร ถ้าทำได้แบบนี้ถึงจะเป็นอย่างที่คนไทยเรียกกันว่า “การปิดทองหลังพระ”

วิกฤติที่เกิดขึ้นนี้เป็นการเรียกร้องให้ผู้ที่มีสิทธิพิเศษและมีอำนาจทำการฝึกบารมีอย่างแท้จริง

saksi

ศักดิ์ศรี (Endogenous Worth)

นี่คือรากฐานของคนไทยที่มีหน้ามีตาในสังคม โดยมองว่าเป็นคุณค่าที่ทุกคนกำหนดไว้ให้กับตัวเอง ที่เป็นเพียงรูปแบบหน้าตาในสังคมแบบเดียวที่ครอบครองได้อย่างแท้จริง ส่วนนามธรรมอื่น ๆ ล้วนเป็นสิ่งที่ยืมมาใช้ทั้งหมด

กล่าวอีกนัยหนึ่ง สังคมมอบความไว้วางใจใน “หน้าตา” ที่มีต่อคนไทยหลายล้านคน แต่ทุกคนล้วนเป็นเพียงผู้ดูแล ไม่ใช่เจ้าของของสิ่งที่ดีนั้น พวกเขาอาจสูญเสียสิ่งที่พวกเขามีได้ เพราะคุณธรรมจะเป็นผู้พิพากษาที่ยุติธรรมแก่ทุกคนที่เล่นเกมการมีหน้ามีตาในสังคม

คนส่วนใหญ่ที่มีหน้ามีตาในสังคมมักจะผูกมันเข้ากับศักดิ์ศรี เพื่อแลกกับการได้พื้นที่ยืนในสังคม ดังนั้นหากพวกเขาจะเสียหน้าอย่างเลวร้าย พวกเขาก็จะรู้สึกว่าสูญเสียศักดิ์ศรีไปในระดับหนึ่ง

แต่ไม่มีใครพรากศักดิ์ศรีของคุณไปได้ เว้นแต่ว่าคุณจะยอมจำนนต่อชาติกำเนิดของตัวเอง และมอบอำนาจให้คนอื่นกำหนดชะตาชีวิตคุณ

หัวใจสำคัญคือ “การเผชิญจากข้างใน” ซึ่งเป็นแก่นแท้ของความเป็นตัวตนที่ยึดเหนี่ยวเราด้วยความรู้สึกที่น่าสนใจถึงคุณค่าโดยเนื้อแท้ข้างใน ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับตัวตน อะไรเป็นตัวกำหนดคุณ? ใครเป็นคนกำหนดคุณ? และ คุณเป็นใครเมื่อคุณวางหน้าตาและองค์ประกอบทั้งหมดลง?

อะไรจะดีไปกว่าการทบทวนคำถามเหล่านี้อีกครั้งเกี่ยวกับการดำรงชีวิตอยู่ของมนุษย์ในช่วงโควิด-19 เมื่อไวรัสร้ายส่งผลกระทบต่อการบริโภคที่มักง่ายและความมั่นใจว่าชีวิตเราจะต้องไม่เป็นไร นั่งกินนอนอยู่ในบ้านวันแล้ววันเล่ากับข่าวร้ายที่มาเป็นระลอกและการมีปฏิสัมพันธ์ในชีวิตที่น้อยลง ชีวิตพังทลาย เหลือไว้เพียงความว่างเปล่าให้กับเรา อย่างคำที่ว่า “ฉันจะเหลืออะไรอีก?” สำหรับบางคน คำถามนี้มันช่างน่ากลัว แต่กับใครบางคน มันอาจพาไปสู่การค้นพบต้นตอการใช้ชีวิตให้มีความสุขและการมีความเมตตา ที่ไม่สามารถถูกพรากไปได้ด้วยการแพร่ระบาดของไวรัสใด ๆ คำว่าศักดิ์ศรีจะเปล่งประกายเจิดจรัสแม้ในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดก็ตาม

บทสรุป

โควิด-19 ทำให้ ‘พลัง’ หลุดออกจากการมีหน้ามีตาส่วนใหญ่ในสังคมไทยชั่วขณะ แต่มันยังฉายแสงเปล่งประกายให้กับสิ่งที่สำคัญที่สุด หากเราอยากตั้งใจฟังและเรียนรู้ ชั่วโมงพิเศษนี้สามารถสอนให้เรารู้จักกับคำว่าสติปัญญา ซึ่งเตือนให้เรารู้จักตัวตนที่ไม่ควรยึดติดในสิ่งที่ไม่ยั่งยืนที่เราอาจเสียมันไปได้ อย่างความมั่งคั่ง อำนาจ ชื่อเสียง เรานั้นล้วนถูกกำหนดด้วยระดับของความดีจากภายในจิตใจและการแสดงความเมตตากรุณาสู่ภายนอกของเรา